Flowrix

Asset operations, in one place

เริ่มใช้ฟรี
ภาพคู่มือขั้นตอนการบอกเลิกสัญญาและการเสนอชื่อผู้ทิ้งงานตามระเบียบพัสดุ 2560

คู่มือการบอกเลิกสัญญาและการลงโทษผู้ทิ้งงานภาครัฐ: หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. พัสดุ 2560 ขั้นตอนปฏิบัติ และการริบหลักประกัน

ในการดำเนินงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของหน่วยงานรัฐและคู่สัญญาคือการส่งมอบพัสดุ สินค้า งานบริการ หรือการก่อสร้างให้สำเร็จลุล่วงตามข้อตกลงในการ บริหารสัญญาและการแก้ไขสัญญา แต่ในทางปฏิบัติ มักเกิดเหตุการณ์ที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ เช่น ส่งมอบงานล่าช้าจนค่าปรับสะสมเกิน 10% ทิ้งงานกลางคัน หรือสินค้าที่นำมาส่งมอบไม่มีคุณภาพและไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ตามสเปก

ตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (มาตรา 103 ถึง มาตรา 109) และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (ข้อ 183 ถึง ข้อ 198) ได้วางหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และกลไกทางกฎหมายไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการ บอกเลิกสัญญา (Contract Termination) การ ริบหลักประกันสัญญา (Forfeiture of Performance Security) การ เรียกร้องค่าเสียหาย ตลอดจนกระบวนการ ประกาศให้เป็นผู้ทิ้งงาน (Blacklisting)

เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาและการเสนอชื่อผู้ทิ้งงานเป็นมาตรการบังคับขั้นเด็ดขาดที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคู่สัญญา หากเจ้าหน้าที่พัสดุหรือหน่วยงานรัฐดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครองหรือถูกเพิกถอนคำสั่งได้ บทความนี้จึงได้รวบรวมหลักเกณฑ์ ขั้นตอนปฏิบัติ 5 สเต็ป ตารางเปรียบเทียบ ตลอดจนข้อควรระวังสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พัสดุสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามระเบียบและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย


สารบัญ


เหตุผลและกรณีที่หน่วยงานรัฐมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา

ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง 2560 มาตรา 103 และระเบียบกระทรวงการคลังฯ ข้อ 183 ได้กำหนดสิทธิ์และกรณีที่หน่วยงานของรัฐสามารถตกลง บอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ ได้ใน 4 กรณีหลัก ดังนี้:

┌─────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│               4 เหตุผลสำคัญในการบอกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง                │
├─────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ 1. มีเหตุตามที่กฎหมายหรือสัญญาได้ระบุสิทธิ์บอกเลิกไว้โดยชัดแจ้ง             │
│ 2. ค่าปรับสะสมเกินร้อยละ 10 ของวงเงินสัญญา (เว้นแต่ได้รับการผ่อนผัน)         │
│ 3. คู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญา และได้รับการแจ้งเตือนแล้วแต่ยังไม่แก้ไข     │
│ 4. เกิดเหตุสุดวิสัย หรือประโยชน์สาธารณะที่ต้องยกเลิกโครงการ                 │
└─────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘

รายละเอียดเหตุผลการบอกเลิกสัญญาแต่ละกรณี:

  1. กรณีมีสิทธิ์ตามที่กำหนดในสัญญา (มาตรา 103 (1)):
    เช่น ข้อกำหนดในสัญญาที่ระบุว่า หากผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่เริ่มปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือนำพัสดุที่ไม่ผ่านการตรวจรับมาส่งมอบเกินจำนวนครั้งที่ระบุ หน่วยงานรัฐมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาได้ทันที

  2. กรณีค่าปรับเกินร้อยละ 10 ของวงเงินสัญญา (มาตรา 103 (2)):
    เมื่อคู่ส่งมอบงานล่าช้าจนมีค่าปรับสะสมเกิดขึ้น และจำนวนค่าปรับนั้น เกินกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินตามสัญญา เจ้าหน้าที่พัสดุต้องเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาบอกเลิกสัญญา
    เว้นแต่: คู่สัญญายินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข และหน่วยงานรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่าการให้ทำงานต่อยังคงเกิดประโยชน์แก่ทางราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐอาจผ่อนผันให้ทำงานต่อไปได้

  3. กรณีคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญา (Breach of Contract):
    หากคู่สัญญาหยุดงาน ทิ้งงาน หรือปฏิบัติงานผิดไปจากเงื่อนไขในสัญญาอย่างเป็นสาระสำคัญ หน่วยงานรัฐต้องทำหนังสือแจ้งเตือนให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 15-30 วัน) หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่แก้ไข หน่วยงานรัฐมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา

  4. กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเหตุจำเป็นของรัฐ:
    กรณีที่นโยบายของรัฐเปลี่ยนแปลง หรือเกิดเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อได้ หากหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็สามารถทำได้ โดยต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายตามจริงให้แก่คู่สัญญาตามความเหมาะสม


ขั้นตอนปฏิบัติในการบอกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง 5 สเต็ป

กระบวนการบอกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทางปกครองและระเบียบกระทรวงการคลังฯ อย่างเคร่งครัด ดังนี้:

[สเต็ป 1] คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ รายงานเหตุผลและความเสียหายเสนอหัวหน้าหน่วยงานรัฐ

[สเต็ป 2] ออกหนังสือแจ้งเตือนคู่สัญญา (Notice Letter) ให้ดำเนินการแก้ไขภายในกำหนดเวลา

[สเต็ป 3] เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานขออนุมัติบอกเลิกสัญญา คำนวณค่าปรับและค่าเสียหาย

[สเต็ป 4] หัวหน้าหน่วยงานของรัฐลงนามอนุมัติบอกเลิกสัญญา และออกหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา

[สเต็ป 5] ส่งหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาทางไปรษณีย์ตอบรับ และดำเนินการริบหลักประกันสัญญา

รายละเอียดการปฏิบัติงานในแต่ละสเต็ป:

  1. สเต็ป 1: การรายงานจากคณะกรรมการตรวจรับ
    เมื่อเกิดเหตุผิดนัดหรือทิ้งงาน คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หรือผู้ควบคุมงาน ต้องทำการบันทึกตรวจสอบสภาพงานจริง คำนวณจำนวนวันที่ล่าช้า และรายงานต่อหัวหน้าหน่วยงานรัฐผ่านเจ้าหน้าที่พัสดุ

  2. สเต็ป 2: การออกหนังสือแจ้งเตือน (Notice of Default)
    ทำหนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการไปยังคู่สัญญา ระบุข้อบกพร่อง สิทธิในสัญญา และกำหนดระยะเวลาให้แก้ไข (เช่น ภายใน 7 วัน หรือ 15 วัน) พร้อมแจ้งเตือนว่าหากไม่ดำเนินการ หน่วยงานรัฐจะใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน

  3. สเต็ป 3: การจัดทำรายงานเสนอขออนุมัติบอกเลิกสัญญา
    เมื่อครบกำหนดตามหนังสือแจ้งเตือนแล้วคู่สัญญายังไม่แก้ไข เจ้าหน้าที่พัสดุจัดทำรายงานเสนอหัวหน้าหน่วยงานรัฐ โดยระบุรายละเอียดสัญญา เหตุผลทางกฎหมาย สรุปการริบ หลักประกันสัญญา และการเรียกค่าเสียหาย

  4. สเต็ป 4: การลงนามคำสั่งบอกเลิกสัญญา
    หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (หรือผู้มีอำนาจอนุมัติสั่งซื้อสั่งจ้าง) พิจารณาลงนามในหนังสือบอกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง

  5. สเต็ป 5: การส่งหนังสือและบังคับตามสิทธิ
    จัดส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังคู่สัญญาทาง “ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ (Registered Mail with Advice of Receipt)” หรือส่งมอบให้ผู้มีอำนาจลงนามโดยตรง เพื่อให้มีหลักฐานการรับหนังสือทางกฎหมายที่ชัดเจน และแจ้งธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันเพื่อขอริบหลักประกัน


การริบหลักประกันสัญญาและการเรียกร้องค่าเสียหายแก่รัฐ

เมื่อหน่วยงานรัฐบอกเลิกสัญญาเนื่องจากความผิดของคู่สัญญา กฎหมายและเงื่อนไขสัญญากำหนดให้หน่วยงานรัฐดำเนินการเกี่ยวกับเงินและหลักประกันดังนี้:

1. การริบหลักประกันสัญญา (Forfeiture of Performance Security)

2. การเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายเพิ่มเติม

หากหลักประกันสัญญาที่ริบมาได้ ไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น หน่วยงานรัฐมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมจากคู่สัญญา ได้แก่:


หลักเกณฑ์และกระบวนการประกาศให้เป็นผู้ทิ้งงาน (มาตรา 109)

นอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันแล้ว มาตรการสำคัญที่สุดตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 คือ การลงโทษเป็นผู้ทิ้งงาน (Blacklisting) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีความรับผิดชอบยื่นเสนอราคาในหน่วยงานรัฐอื่นได้อีก

┌─────────────────────────────────────────────────────────────────────────┐
│               กรณีที่ถือว่าเป็น "ผู้ทิ้งงาน" ตามมาตรา 109                │
├─────────────────────────────────────────────────────────────────────────┤
│ 1. เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกแล้ว ไม่ยอมมาทำสัญญาหรือข้อตกลงภายในกำหนด    │
│ 2. ทำสัญญาแล้ว ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลง จนถูกบอกเลิกสัญญา          │
│ 3. เป็นผู้ชนะการเสนอราคาแต่กระทำการทุจริต หรือเสนอเอกสารอันเป็นเท็จ       │
│ 4. เป็นผู้ให้บริการ/ผู้รับจ้างที่มีผลงานบกพร่องร้ายแรงจนเกิดความเสียหาย │
└─────────────────────────────────────────────────────────────────────────┘

ขั้นตอนกระบวนการเสนอนามเป็นผู้ทิ้งงาน:

  1. การรวบรวมข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานรัฐ:
    เมื่อมีการบอกเลิกสัญญา เจ้าหน้าที่พัสดุต้องรวบรวมพยานหลักฐาน สัญญา บันทึกแจ้งเตือน หนังสือบอกเลิกสัญญา และรายงานความเสียหาย จัดทำเป็นเอกสารข้อเท็จจริง

  2. การเสนอเรื่องไปยังปลัดกระทรวงการคลัง:
    หัวหน้าหน่วยงานของรัฐทำหนังสือเสนอเรื่องการทิ้งงาน พร้อมพยานหลักฐานทั้งหมด ส่งไปยัง “คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ” (กรมบัญชีกลาง) ภายในระยะเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไปภายใน 30-60 วันนับแต่วันบอกเลิกสัญญา)

  3. การพิจารณาและเปิดโอกาสให้ชี้แจง:
    คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จะส่งหนังสือแจ้งผู้ประกอบการรายนั้น เพื่อให้โอกาสยื่นหนังสือชี้แจงแสดงเหตุผลโต้แย้งภายใน 15-30 วัน

  4. การประกาศรายชื่อผู้ทิ้งงาน:
    หากปลัดกระทรวงการคลัง (โดยคำแนะนำของคณะกรรมการวินิจฉัยฯ) เห็นว่ามีพฤติการณ์ทิ้งงานจริง จะออกคำสั่ง “ประกาศให้เป็นผู้ทิ้งงาน” และเวียนแจ้งรายชื่อไปยังหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ พร้อมบันทึกในระบบ e-GP
    ผลกระทบ: ผู้ทิ้งงานและหุ้นส่วนผู้จัดการ/กรรมการผู้มีอำนาจ จะ ไม่มีสิทธิ์เข้ายื่นเสนอราคาหรือทำสัญญากับหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง จนกว่าจะมีคำสั่งเพิกถอนการเป็นผู้ทิ้งงาน


ตารางเปรียบเทียบ: การบอกเลิกสัญญาโดยรัฐ vs การบอกเลิกโดยคู่สัญญา vs การลงโทษผู้ทิ้งงาน

ตารางด้านล่างสรุปเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อกฎหมายและกระบวนการในแต่ละกรณี เพื่อให้เจ้าหน้าที่พัสดุมองเห็นภาพรวมได้ชัดเจน:

ประเด็นเปรียบเทียบการบอกเลิกสัญญาโดยหน่วยงานรัฐการบอกเลิกสัญญาโดยคู่สัญญาการประกาศลงโทษเป็นผู้ทิ้งงาน
ฐานข้อกฎหมายพ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง 2560 มาตรา 103ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ / สัญญาพ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง 2560 มาตรา 109
สาเหตุหลักคู่สัญญาผิดนัด ค่าปรับเกิน 10% หรือทิ้งงานหน่วยงานรัฐผิดนัดชำระเงิน หรือไม่มอบพื้นที่ไม่มาทำสัญญา ทิ้งงาน หรือเสนอเอกสารเท็จ
ผู้มีอำนาจอนุมัติหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผู้มีอำนาจลงนามของฝั่งเอกชนปลัดกระทรวงการคลัง
ผลต่อหลักประกันริบหลักประกันสัญญา เต็มจำนวนไม่ถูกริบหลักประกัน (ได้คืนหลักประกัน)ริบหลักประกัน + ห้ามทำสัญญารัฐ
การเรียกร้องค่าเสียหายรัฐเรียกค่าปรับ ค่าส่วนต่าง และค่าเสียหายเอกชนเรียกร้องค่าใช้จ่ายตามจริงรัฐเรียกร้องค่าเสียหายแพ่งสืบเนื่อง
ผลกระทบทางธุรกิจถูกเลิกสัญญาเฉพาะโครงการนั้นสิ้นสุดภาระผูกพันตามสัญญาถูกตัดสิทธิ์ยื่นประมูลงานรัฐทั่วประเทศ

ข้อควรระวังและแนวทางป้องกันความผิดพลาดทางกฎหมายในการบอกเลิกสัญญา

การบอกเลิกสัญญาเป็นคำสั่งทางปกครองที่อาจถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ เจ้าหน้าที่พัสดุและผู้บริหารควรระมัดระวังประเด็นสำคัญต่อไปนี้:

1. การส่งหนังสือแจ้งเตือนไม่ถูกต้องตามขั้นตอน

หากหน่วยงานรัฐบอกเลิกสัญญาโดยไม่เคยออกหนังสือแจ้งเตือน (Notice of Default) ให้คู่สัญญาแก้ไขงานก่อน ศาลปกครองอาจมองว่าหน่วยงานรัฐกระทำไม่ถูกต้องตามกระบวนการขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ และมีคำสั่งเพิกถอนการบอกเลิกสัญญาได้

2. การลืมขยายอายุหลักประกันสัญญาก่อนบอกเลิก

หากระหว่างเจรจาหรือรอขั้นตอนบอกเลิกสัญญาปล่อยให้ หลักประกันสัญญา หมดอายุลง หน่วยงานรัฐจะไม่สามารถริบเงินประกันจากธนาคารได้ ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย

3. การปล่อยให้ค่าปรับเกิน 10% โดยไม่มีการพิจารณาทางเลือก

หากค่าปรับเกิน 10% แล้ว เจ้าหน้าที่พัสดุต้องรีบทำรายงานเสนอหัวหน้าหน่วยงานรัฐทันทีว่าจะ “บอกเลิกสัญญา” หรือ “อนุมัติผ่อนผันให้ทำงานต่อ” ห้ามปล่อยละเลยไว้โดยไม่มีบันทึกอนุมัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

4. การล่าช้าในการเสนอชื่อผู้ทิ้งงาน

ระเบียบฯ กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเสนอเรื่องผู้ทิ้งงานโดยเร็ว หากหน่วยงานรัฐบอกเลิกสัญญาแล้วแต่ละเลยไม่ส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาผู้ทิ้งงาน เจ้าหน้าที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาและผู้ทิ้งงาน

1. หากค่าปรับสะสมเกิน 10% แล้ว หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาทุกกรณีหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาทุกกรณี หากคู่สัญญายินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข และหน่วยงานรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่า งานใกล้เสร็จแล้วหรือการให้คู่สัญญาเดิมทำงานต่อจะเกิดประโยชน์แก่ทางราชการมากกว่าการจัดหาใหม่ หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีอำนาจอนุมัติผ่อนผันให้ทำงานต่อไปได้

2. การแจ้งบอกเลิกสัญญา ส่งทางอีเมลหรือแอปพลิเคชันไลน์ถือว่ามีผลทางกฎหมายหรือไม่?
แม้ว่าการส่งทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะใช้เป็นข้อเท็จจริงประกอบได้ แต่ในการบอกเลิกสัญญาทางปกครอง ต้องจัดส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือส่งมอบโดยมีใบรับหนังสือ เพื่อให้มีหลักฐานการรับหนังสือที่ชัดเจนในการนับระยะเวลาทางกฎหมาย

3. หากบริษัทถูกประกาศให้เป็นผู้ทิ้งงาน กรรมการผู้มีอำนาจไปเปิดบริษัทใหม่ จะสามารถยื่นประมูลงานรัฐได้หรือไม่?
ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ 2560 มาตรา 109 กำหนดให้คำสั่งผู้ทิ้งงานครอบคลุมถึงนิติบุคคล หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ และผู้มีอำนาจในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นด้วย ดังนั้น แม้จะไปเปิดบริษัทใหม่แต่นิติบุคคลใหม่ที่มีกรรมการคนเดียวกันก็จะไม่สามารถยื่นเสนอราคากับภาครัฐได้


ยกระดับการบริหารสัญญาและการบริหารพัสดุภาครัฐด้วย Flowrix
บริหารจัดการกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง บริหารสัญญา การคุมทะเบียน และตรวจสอบพัสดุได้อย่างเป็นระบบถูกต้องตามระเบียบด้วย Flowrix ระบบบริหารงานพัสดุและครุภัณฑ์ดิจิทัลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ แผนจัดซื้อจัดจ้างประจำปี การบริหาร หลักประกันสัญญา การติดตาม การบริหารสัญญาและการแก้ไขสัญญา จนถึงการคุม ทะเบียนคุมครุภัณฑ์ และพิมพ์ QR Code ครุภัณฑ์
ทดลองใช้งานระบบบริหารพัสดุ Flowrix เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานของคุณวันนี้ →


แหล่งอ้างอิง

กลับไปหน้าบทความทั้งหมด